อีสุกอีใส (Chickenpox) เกิดจากอะไร รู้จักกับอาการ วิธีรักษา

March 05 / 2026

อีสุกอีใส

 

พ่อแม่หลายคนคงมีความกังวลใจไม่น้อยเมื่อเห็นลูกน้อยมีไข้ต่ำๆ ตามมาด้วยตุ่มน้ำใสที่ผุดขึ้นตามร่างกาย อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของ "โรคอีสุกอีใส" โรคติดต่อยอดฮิตในวัยเด็กที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ แต่หากดูแลไม่ถูกวิธีหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกน้อยในระยะยาวได้ ทั้งเรื่องแผลเป็นที่ฝากไว้บนผิวหนัง หรือความเสี่ยงที่เชื้อจะแฝงตัวนำไปสู่โรคงูสวัดในอนาคต

โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม 2 (โรงพยาบาลเด็ก) เราจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความเข้าใจกับโรคอีสุกอีใสแบบเจาะลึก ตั้งแต่สาเหตุ อาการที่ต้องเฝ้าระวังทุกระยะ วิธีการรักษาที่ถูกต้อง ไปจนถึงแนวทางการป้องกัน เพื่อให้คุณมั่นใจว่าจะสามารถดูแลลูกน้อยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่เจ็บป่วยนี้ไปได้อย่างปลอดภัยที่สุด

โรคอีสุกอีใส เกิดจากอะไร ทำไมเด็กถึงเป็นหลายคน

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นได้บ่อยในเด็ก โดยสาเหตุหลักเกิดจาก ไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด ความน่ากลัวของโรคนี้คือความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อที่รวดเร็วและง่ายดาย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่อยู่รวมกัน เช่น ในโรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก

เชื้อไวรัสนี้มักจะเข้าจู่โจมผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน หรือผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกัน การติดเชื้อมักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับเชื้อผ่านการสัมผัส หรือละอองฝอยจากการไอจามของผู้ป่วย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบุว่า การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างเกราะป้องกันให้กับเด็กๆ

แม้ว่าโรคนี้จะเป็นโรคที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย แต่ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ "ที่มา" และ "ความเสี่ยง" จะช่วยให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดอาการรุนแรง

อาการอีสุกอีใส สังเกตอย่างไรว่าลูกเริ่มป่วย

การสังเกตอาการของลูกน้อยเป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุด อาการของอีสุกอีใสไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่ได้รับเชื้อ แต่จะมี ระยะฟักตัวประมาณ 10-21 วัน หลังจากสัมผัสเชื้อไวรัส ดังนั้นหากทราบว่าลูกไปเล่นกับเพื่อนที่ป่วย ควรเริ่มนับวันและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ระยะเริ่มต้นและอาการนำ

ก่อนที่ผื่นจะขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีอาการนำมาก่อน ซึ่งอาจทำให้สับสนกับไข้หวัดทั่วไปได้ อาการเหล่านี้ได้แก่:

  • มีไข้ต่ำๆ ถึงสูง

  • รู้สึกปวดศีรษะ

  • เบื่ออาหาร ทานข้าวได้น้อยลง

  • รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สบายตัว งอแงผิดปกติ

ลักษณะผื่นและตุ่มน้ำที่ต้องระวัง (3 ระยะสำคัญ)

หลังจากอาการนำข้างต้นผ่านไป จะเริ่มเข้าสู่ระยะที่ผื่นแสดงอาการ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะที่ชัดเจน ดังนี้:

  1. ระยะที่ 1 (ผื่นแดง): เริ่มมีตุ่มสีชมพูหรือตุ่มนูนแดงก่อตัวขึ้นบนผิวหนัง อาจมีอาการคันร่วมด้วย ซึ่งระยะนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน

  2. ระยะที่ 2 (ตุ่มน้ำใส): ตุ่มแดงจะพัฒนาอย่างรวดเร็วกลายเป็นตุ่มน้ำใส (Blisters) ภายในหนึ่งวัน และตุ่มน้ำเหล่านี้จะเริ่มแตกออก ซึ่งเป็นระยะที่เด็กจะรู้สึกไม่สบายตัวมากที่สุด

  3. ระยะที่ 3 (ตกสะเก็ด): หลังจากตุ่มน้ำแตก ผิวหนังจะเริ่มแห้งและตกสะเก็ดคลุมแผล สะเก็ดเหล่านี้จะใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะหลุดลอกและหายดี

หลังจากผ่านทั้ง 3 ระยะนี้แล้ว อาจยังมีรอยโรคหลงเหลืออยู่ โดยรวมแล้วผู้ป่วยจะมีอาการผื่นและตุ่มน้ำอยู่ประมาณ 5-10 วัน ความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไป ในเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงอาการมักไม่รุนแรง แต่ในบางรายผื่นอาจลุกลามไปทั่วร่างกาย รวมถึงในช่องคอ เยื่อบุท่อปัสสาวะ หรือทวารหนักได้

 

อีสุกอีใส ติดต่อทางไหน รู้ไว้เพื่อป้องกันการติดต่อ

ความเข้าใจเรื่องการติดต่อเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมโรค ไม่ให้แพร่กระจายไปสู่สมาชิกคนอื่นในครอบครัว หรือเพื่อนที่โรงเรียน อีสุกอีใส ติดต่อทางไหน ได้บ้าง?

  1. การสัมผัสโดยตรง (Direct Contact): การไปสัมผัสกับน้ำเหลืองจากตุ่มพองหรือแผลของผู้ป่วยโดยตรง เป็นช่องทางหลักในการรับเชื้อ

  2. ทางอากาศ (Airborne): เมื่อผู้ป่วยไอ หรือจาม เชื้อไวรัสจะปะปนออกมากับละอองฝอยและลอยอยู่ในอากาศ หากคนรอบข้างหายใจเข้าไปก็สามารถติดเชื้อได้

ระยะแพร่เชื้อที่ต้องระวัง:

ผู้ป่วยจะเริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 48 ชั่วโมง (2 วัน) ก่อนที่ผื่นจะขึ้น และจะยังคงแพร่เชื้อได้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าตุ่มน้ำทุกตุ่มจะแห้งและตกสะเก็ดจนหมด ดังนั้น แม้ตุ่มจะเริ่มแห้งแล้วบางส่วน แต่ถ้ายังมีตุ่มน้ำใสอยู่ ก็ยังถือว่าอยู่ในระยะแพร่เชื้อ

ไขข้อข้องใจ อีสุกอีใส เป็นแล้วกลับมาเป็นอีกได้ไหม

คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยคือ "อีสุกอีใส เป็นแล้วเป็นอีกได้ไหม?"

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส หรือได้รับวัคซีนครบถ้วน ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาตามธรรมชาติ ทำให้โอกาสที่จะเป็นซ้ำครั้งที่สองนั้น เกิดขึ้นได้น้อยมาก

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นในบางกรณี:

  • การติดเชื้อซ้ำ (Reinfection): พบได้น้อยมาก แต่อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  • Breakthrough Varicella: คือกรณีที่ผู้ได้รับวัคซีนแล้วแต่ยังป่วยเป็นอีสุกอีใส อาการมักจะเบากว่ามาก มีไข้ต่ำ ตุ่มขึ้นน้อย และหายเร็วกว่า

สิ่งที่น่ากังวลกว่าการเป็นอีสุกอีใสซ้ำ คือ "โรคงูสวัด" เพราะเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ไม่ได้หายไปจากร่างกาย 100% แต่มันจะไปหลบซ่อนตัวอยู่นิ่งๆ ที่ปมประสาท เมื่อร่างกายอ่อนแอลง หรืออายุมากขึ้น เชื้อนี้สามารถกลับมาแอคทีฟอีกครั้งในรูปแบบของโรคงูสวัด ทำให้เกิดตุ่มน้ำที่ปวดแสบปวดร้อนรุนแรงตามแนวเส้นประสาท

วิธีรักษาอีสุกอีใส และการดูแลลูกน้อยเมื่อป่วย

ปัจจุบันการรักษาอีสุกอีใสมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน สำหรับเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่างกายมักจะกำจัดเชื้อได้เอง แต่การดูแลที่ถูกต้องจะช่วยให้ลูกน้อยสุขสบายขึ้นและหายเร็วขึ้น

การดูแลเบื้องต้นที่บ้าน

  • ห้ามแกะเกา: ตัดเล็บลูกให้สั้น เพื่อลดโอกาสการเกาจนผิวหนังถลอก ซึ่งอาจนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนและเกิดแผลเป็น

  • การใช้ยาบรรเทาอาการ: แพทย์อาจสั่งยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคัน หรือยาลดไข้ ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กและวัยรุ่นที่เป็นอีสุกอีใสเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

  • การดื่มน้ำและพักผ่อน: ให้ลูกดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การรักษาทางการแพทย์

  • ยาต้านไวรัส: ในกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (เช่น Acyclovir) ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มทานภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังผื่นขึ้น

  • ยาปฏิชีวนะ: จะใช้ในกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนังเท่านั้น

อาการแบบไหนที่ควรรีบมาพบแพทย์ทันที

แม้โรคนี้มักจะหายเองได้ แต่หากลูกมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพามาโรงพยาบาลทันที:

  1. ไข้สูงกว่า 38.9 องศาเซลเซียส หรือมีไข้นานเกิน 4 วัน

  2. ผื่นลุกลามไปที่ตา หรือมีการติดเชื้อที่รุนแรง (บวม แดง ร้อน มีหนอง)

  3. มีอาการทางระบบหายใจ เช่น ไอมาก หายใจลำบาก หอบเหนื่อย

  4. ซึมลง อาเจียน ปวดศีรษะรุนแรง หรือมีอาการชัก

ป้องกันอีสุกอีใสด้วยวัคซีนอีสุกอีใส

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา วิธีที่คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุดคือการฉีด วัคซีนอีสุกอีใส นอกจากจะช่วยป้องกันโรคได้แล้ว ยังช่วยลดความรุนแรงของโรคหากเกิดการติดเชื้อขึ้นมา

คำแนะนำการฉีดวัคซีน:

  • เด็กเล็ก: ควรได้รับวัคซีนเข็มแรกช่วงอายุ 12-18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งช่วงอายุ 4-6 ปี (อาจฉีดรวมกับวัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม)

  • เด็กโตและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็น: หากอายุ 13 ปีขึ้นไปและไม่เคยมีภูมิคุ้มกัน ควรฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 สัปดาห์

ดูแพ็กเกจฉีดวัคซีนเด็กเพิ่มเติม https://www.chiangmairam.com/readpackage/111

รักษาและป้องกันอีสุกอีใส มั่นใจที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม 2 โรงพยาบาลเด็ก

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาสถานที่ดูแลรักษาลูกน้อย หรือต้องการขอคำปรึกษาเรื่องวัคซีน โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม 2 โรงพยาบาลเด็ก พร้อมให้บริการด้วยมาตรฐานระดับสากลและความเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก

ทำไมต้องเลือกโรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม 2

  • ศูนย์รวมแพทย์เฉพาะทางเด็กครบวงจร: เรามีทีมกุมารแพทย์เฉพาะทาง ทั้งแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันเด็ก(Pediatric Allergy and Immunology), แพทย์เฉพาะทางโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึมเด็ก (Pediatric Endocrinology and Metabolism), แพทย์เฉพาะทางโรคสมองและระบบประสาทเด็ก (Pediatric Neurology) และ แพทย์เฉพาะทางจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ( Child and Adolescent Psychiatry) พร้อมดูแลทุกอาการอย่างตรงจุด

  • แยกโซนปลอดเชื้ออย่างชัดเจน : โรงพยาบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ โดยมีการแยก โซนเด็กสุขภาพดี สำหรับเด็กที่มาฉีดวัคซีน ออกจาก โซนเด็กป่วยเพื่อลดความเสี่ยงที่ลูกน้อยจะติดเชื้อเพิ่ม

  • สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อเด็ก: บรรยากาศภายในโรงพยาบาลถูกออกแบบมาเพื่อลดความกลัวของเด็กๆ มีโซนสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ทำให้การมาหาหมอไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

บริการวัคซีนครบวงจร: ให้บริการฉีดวัคซีนตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี ครอบคลุมทั้งวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริม รวมถึงวัคซีนอีสุกอีใส